Pam 的个人资料. w a n d e r i n g p a ...照片日志列表 工具 帮助

日志


2月27日

เพื่อนบ้านของฉัน

 
หัวหน้าลาคลอด ไปเลี้ยงลูก ปล่อยเรานั่งหนาวอยู่ในออฟฟิศคนเดียว
 
นี่ขนาดพี่เค้าบอกว่า ทำงานอยู่บ้านก็ได้ ไม่ต้องเข้ามาทุกวัน --- ไอเรายังมีจิตสำนึกเข้ามาทำงานทุกวันเลย
 
มอบโล่ให้ฉันหน่อย
 
 
 
เหตุการณ์รำคาญใจที่อยากจะบ่นก็คือ
ออฟฟิศของเราเป็น serviced office ซึ่งก็เหมือน serviced apartment แบบว่าแบ่งห้องให้เช่าเป็นสำนักงานเล็กๆ
แต่ละห้อง ก็เลยจะเป็น บริษัทโน่นนี่ต่างๆ กันไป
 
ไม่นานมานี้ ข้างๆห้องเรา มีเพื่อนบ้านย้ายมาใหม่
แอบมองผ่านรูกระจก เดาว่าเป็นบริษัทขายผ้าถุงอะไรซักอย่าง (=..=')>
คิดว่าเฮียที่ทำงานอยู่ในห้องนั้นเป็นคนไทย เพราะเห็นชอบร้องเพลงเสียงดังลั่น ทั้งในและนอกเวลางาน
คาแรคเตอร์อันโดดเด่นของเฮียแกคือ
 
"เรอ"
 
เฮียแม่งเรอ ทั้งวันทั้งคืน ไม่รู้ไปกินอะไรผิดสำแดง หรือว่าเป็นคนเลือดลมไม่ค่อยดี
แล้วแม่งเรอเสียงดังมากกกกกก แล้วไม่มีเก็บกดกลั้นใดๆ ก็เรอเปิดใจ "เอิ่กกกกกกกก" ออกมาซะงั้น
ผ่านกำแพงอันบางเฉียบที่กั้นระหว่างห้องของสองเรา
แม่ง.... อยากเห็นหน้ามันมาก วันก่อน เรอกระหน่ำชุดใหญ่
แทบจะไปเคาะห้องว่า ช่วยเรอแบบเก็บเสียงน่ะ ทำเป็นม๊ายยย หรือไม่เฮียก็ควรกินอะไรที่มันขับลมน้อยๆ จะเวิร์คมาก
ไม่อยากจะคิดว่าคนที่ทำงานห้องเดียวกับเฮีย จะรู้สึกยังไง แล้วนอกจากที่เรอเสียงดัง แล้วมันมีกลิ่นตามมามั้ย
 
บรื๋อออ~ น่ากลัว~~~
 
2月16日

เบนจามิน บัทอึ้นนน~

 
 
นอกจาก ที่ได้ไปดู a moment in June มา
อาทิตย์ที่แล้ว ยังได้ไปดู The Curious Case of Benjamin Buttons มาด้วย
 
อยากดู เพราะดูเหมือนเป็นหนังที่ดี
อยากดู เพราะอยากรู้ว่า ที่แบรด พิทท์ มันแก่ๆ เด็กๆ นี่มันทำยังไงฟระ
 
ดูจบแล้ว ก็รู้สึกเหมือนกำลังดู Forrest Gump ภาคไม่ตลกมา ไม่เด๋อมาก และดราม่าเยอะหน่อย
ตอนแรกฟังชื่อหนัง ก็นึกว่า จะมาไขปริศนา ว่าทำไมเด็กเหี่ยวนี่ถึงเกิดมาแก่ แล้วตายไปแบบเอ๊าะนิ้ง ขนาดที่ฟันยังไม่งอก
หนังก็ดีนะ เป็นดราม่าที่ดูเพลิน ดูไปก็ทึ่งกับความหล่อของแบรด พิทท์ ที่ทวีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อหนังดำเนินไป
ดูไป แล้วก็ทึ่งกับความโคตรสวย ของนางเอก ที่แบบ........สวยมาก จนข้าพเจ้าอยากเป็นผู้ชาย (หืมมม?!?!)
 
เวลาหนังจบลง ก็มักจะได้ยืนเสียงคนดูเดนิออกจากโรง ถกเถียง ถามไถ่ แลกเปลี่ยนความเห็น
แต่พอหนังเรื่องนี้จบลง ทั้งโรงกลับปกคลุมไปด้วยความเงียบ....
ไม่รู้ว่าเงียบเพราะหนังมันนานสามชั่วโมง หรือว่าเป็นเพราะสลดกับตอนจบของหนังกันแน่
 
เราให้ 3/5
ดูเพลินๆ พอให้ได้คิดตาม :)
 
2月15日

second chance is not for everyone

 
 
เมื่อวาน ไปดู a moment in June
 
หลับ....
 
 
 
 
 
 
หนังน้อยเรื่องมาก ที่ดูแล้วมีอาการหลับระหว่างเรื่อง
โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่าหนังมันก็ดีนะ แต่ไม่รู้เพราะมันติ๊สมากเกินความสามารถเรา หรือว่าอะไร..
แต่แอบหลับไปหลายจังหวะ ช่วงใกล้จบ
 
ตามความรู้สึกของคนไม่ติ๊สอย่างเรา
คิดว่าหนังมันว่างเปล่ามากเกินไป
เห็นตัดสลับไปมามากมาย มันทำให้เราพยายามคิดตาม ว่าที่สลับไปมานี่มันเวลาไหนแล้ว แล้วอันนี้มันตอนไหนแล้วหว่า
ดูหนังจบแล้วรู้สึกว่างเปล่า...... ไม่อิ่ม ไม่เศร้า ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ใช่ว่าเพราะหลับนะ แต่แบบ มันไม่มีความรู้สึกอะไรเลย
 
ไม่ได้รู้สึกเสียดายตังค์ หรือไม่ได้รู้สึกว่าหนังแย่แต่อย่างใด
รู้สึกด้วยซ้ำว่าเป็นหนังที่ดี เนื้อเรื่องของหนังมันทรมานใจมาก
จริงๆ หนังเนื้อเรื่องแบบนี้ น่าจะทำเราร้องไห้ได้ง่ายๆ
แต่แบบ............ ไม่รู้ทำไม มันถึงไม่อินนะเนี่ย
 
สิ่งที่สรุปเนื้อหาหนังได้ดีที่สุด น่าจะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ "ความคิด" ที่ฮิตกันไปทั่วบ้านทั่วมึง ณ ตอนนี้
เรายังบอกตี๋เลยว่า ถ้าดูรอบสองคงอินมากกว่านี้ (ตามที่ฟังสัมภาษณ์นักแสดง และผู้กำกับเค้าบอกไว้ว่า "ถ้าดูรอบสองจะเข้าใจมากขึ้น")
แต่ตี๋บอกว่า "หนังที่ดี มันต้องดูทีเดียวแล้วเข้าใจเลยดิวะ"
 
 
 
 
 
หรือว่า ผู้กำกับเค้ากำลังตั้งใจจะสื่อความหมายของประโยคที่ว่า "Do you believe in second chance?"
 
อ้าว...ตกลงกูต้องไปดูรอบสองใช่มะ?
 
2月9日

Kudos to ท่านพี่

 
"บางเวลาเกิดคำถามถามตัวเองว่า
เราทำอะไรอยู่...
 
เราเกิดมาบนโลกนี้ทำไม...
และเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้การเกิดมานี้คุ้มค่า
 
เวลาของคนเรามีเพียง 80 ปีโดยเฉลี่ย
คิดเป็นเวลาเพียง 7,200 เดือน
คิดเป็นเวลาเพียง 2,628,000 วัน
คิดเป็นเวลาเพียง 63,072,000 ชั่วโมง
คิดเป็นเวลาเพียง 3,784,320,000 นาที
คิดเป็นเวลาเพียง 227,059,200,000 วินาที
 
เราใช้เวลาไปเท่าไรในการเสียใจ
ใช้เวลาเท่าไรในการโทษคนอื่น
...และใช้เวลาเท่าไรในการที่จะพัฒนาตัวเอง..."
 
ขอยืมข้อความในสเปซท่านพี่มาใช้.....ขี้เกียจแปะลิ้งค์...ช่วยมาคอมเม้นไว้ได้มั้ย คนจะได้ตามไปอ่านสเปซแก
 
อยากให้ "หลายๆ คน" ได้มาอ่านข้อความบรรทัดที่ว่า....
 
"เราใช้เวลาไปเท่าไรในการเสียใจ, ใช้เวลาเท่าไรในการโทษคนอื่น,...และใช้เวลาเท่าไรในการที่จะพัฒนาตัวเอง..."
 
 
 
 
 
 
แล้ว ฉัน ใช้ เวลา ที่ ผ่าน ไป ได้ คุ้ม ค่า หรือ ยัง . . . . . .
 

คนเรานี่มันก็น๊า.....

 
 
โกหก แบบไหน ไม่น่าให้อภัยที่สุด??
 
 
 
 
 
 
2月5日

คนอย่างเรามันต้องกินข้าวก่อนเที่ยง โอ๊ทสสส!!

 
เมื่อเช้ากินหนมปังไส้กรอกชิ้นจิ๋ว เป็นอาหารเช้า
พอเริ่มสิบโมงท้องไส้ก็เกิดอาการร้องโครก~~
มองนาฬิกาในคอมแล้วก็คิดว่า...แม่งงงง อีกตั้งนานกว่าจะเที่ยง
แล้วก็แอบคิดไปว่า เอ๊ะ เราลองไปกินข้าวก่อนเที่ยงดูดีกว่า - ก็เราหิวแล้วนี่นา
 
นั่งทำงานไปอีกซักแป๊บ
11 โมงครึ่งเลยเดินขึ้นไปกินข้าวที่ฟู้ดคอร์ทในตึก
ป้าอาหารตามสั่งราคาแพง (ป้าแกขึ้นราคาตั้งแต่ช่วงน้ำมันแพง จนน้ำมันถูกแล้วข้าวป้าก็ยังแพง) ทำหน้างงๆ ว่าทำไมมากินข้าวเร็ว
แต่ฟู้ดคอร์ทตอน 11 โมงครึ่งมันช่างจำเริญใจยิ่งนัก
 
คนยังน้อย และร้านต่างๆ ยังมีกับข้าวใหม่ๆ อุ่นๆ ล้นเต็มถาด แถมเลือกที่นั่งได้สบายใจเฉิบ ไม่ต้องรอป้าแม่บ้านมาเก็บจานที่คนกินทิ้งไว้
นั่งกินไปได้ซักแปดคำ.... มองไปรอบๆ เอ๊ะ ก็มีคนเริ่มเดินขึ้นมากินข้าวกันแล้วนะ
แต่ประชากรฟู้ดคอร์ทตอนช่วงก่อนเที่ยง ล้วนเป็นประชากรที่ดูอายุ 35 ขึ้นไปทั้งนั้น
ดูมีวัยวุฒิ และคุณวุฒิระดับหัวหน้าแผนก และผู้บริหาร (มีผู้บริหารคนไหนกินฟู้ดคอร์ทป่ะวะ?)
หรือว่าประชากรวัยกลางคนเหล่านี้เค้ามักจะท้องร้องก่อนเวลาเที่ยงเหมือนเราวันนี้? เอ๊ะ นี่เราวัยกลางคนหรือนี่!!! *เฮือกก!!!!
(ปกติช่วงหลังเที่ยง จะเห็นพวกพนักงานวัยสะออน เดินกันให้ควั่ก)
 
เรากินข้าวเสร็จตอนก่อนเที่ยงหน่อยๆ แล้วก็เดินไปซื้อเค้กแครอท คุณลุงเด็กนอก (ลุงแกชอบออก accent เวลาพูดคำว่า "เค้กชกโกแหลท")
แล้วก็เดินลงลิฟท์สบายใจเฉิบมานั่งทำงานต่อ
 
อาหารกลางวันมื้อนี้ 40 บาท :D
 
2月3日

เหตุผลที่คนเราต้องกินข้าวตอนเที่ยง

 
 
วันนี้ออกไปกินข้าวตอนเกือบบ่ายสอง
 
โดยปกติแล้ว จะกินข้าวตอนบ่ายโมงหน่อยๆ เพื่อเลี่ยงคนเยอะ
 
วันนี้ออกสาย แล้วอยากกินของถูก
 
เดินข้ามฝั่งจะไปกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำในหลืบเต้นท์ ที่มันชามละ 30
 
มันปิดแล้วหง่ะ.....มาสาย --- แล้วที่เต้นท์ก็ไม่มีของขายแล้วด้วย
 
ฟูดคอร์ทในตึก ร้านที่ขายก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก็รสชาติเหมือนน้ำเปล่า
 
เลยตัดใจต้องไปกินร้านก๋วยเตี๋ยวเยนตาโฟเครื่องทรง
 
เยนตาโฟชามละ 60 บาท ลูกชิ้นปลาจานละ 60 บาท น้ำเปล่า 10 บาท
 
อาหารกลางวัน วันนี้ 130 บาท
 
 
 
 
 
แพงชิบเป๋ง